เลนส์ปริซึม (Prism)

คลีนิกสายตาแนะนำ เลนส์ปริซึมคืออะไร เหมาะกับใครบ้าง

คลีนิกสายตาแนะนำ เลนส์ปริซึมคืออะไร เหมาะกับใครบ้าง

หลายคนอาจเคยมีอาการมองเห็นภาพซ้อน ปวดตา หรือตาเหล่โดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาการเหล่านี้อาจไม่เพียงทำให้การมองเห็นลำบาก แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประจำวัน โดยหนึ่งในแนวทางการแก้ไขปัญหาที่จักษุแพทย์และนักทัศนมาตรใช้กันคือ เลนส์ปริซึม เลนส์ชนิดพิเศษ ที่สามารถปรับทิศทางการมองเห็นให้กลับมาสมดุลอีกครั้ง บทความนี้หมออุ๊ยจะพามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเลนส์ปริซึมตั้งแต่หลักการทำงาน ประโยชน์ ไปจนถึงข้อควรระวัง พร้อมคำแนะนำที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจเลือกใช้ 

เลนส์ปริซึมคืออะไร? ความรู้จากคลีนิกสายตา

เลนส์ปริซึม คือเลนส์สายตาชนิดพิเศษ

ที่มีลักษณะเป็นวัสดุโปร่งใส ที่มีด้านเรียบประกบกันทำมุมเป็นยอดแหลม และอีกด้านเป็นฐานปริซึม ออกแบบมาเพื่อ บังคับทิศทางของแสง ให้ไปตกที่จุดรับภาพบนจอประสาทตา (retina) ได้ตรงตำแหน่งพอดี หลักการคือ แสงที่ผ่านปริซึมจะเบนเข้าหาด้านฐาน และทำให้ภาพที่ผู้สวมใส่มองเห็นเบนเข้าหายอดของปริซึม ส่งผลให้ดวงตาสามารถรวมภาพจากทั้งสองข้างเป็นภาพเดียวกันได้

เลนส์ปริซึมคืออะไร ความรู้จากคลีนิกสายตา

ภาพจาก : https://www.laxmieye.org/blog/diplopia-explained-causes-symptoms-treatment/

เลนส์ปริซึมจึงเปรียบเสมือนเครื่องมือที่ช่วย ชดเชย การทำงานของกล้ามเนื้อตาในกรณีที่ดวงตาไม่สมดุลกัน ทั้งยังช่วยลดปัญหาภาพซ้อน และทำให้การมองเห็นกลับมามีประสิทธิภาพมากขึ้น

ประโยชน์ของเลนส์ปริซึม ที่คลีนิกสายตาแนะนำ

  • ลดอาการเห็นภาพซ้อน (Diplopia): ช่วยให้ตาสองข้างสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เพิ่มความสบายในการใช้สายตา: ลดการเกร็งและอาการล้าของกล้ามเนื้อตา
  • ช่วยในผู้มีภาวะตาเหล่ หรือตาเข: ทำให้ผู้ป่วยสามารถมองเห็นได้ใกล้เคียงกับการมองปกติ
  • ป้องกันอาการปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อตาทำงานหนักเกินไป
  • ช่วยฟื้นฟูการทำงานของดวงตา: โดยเฉพาะในผู้ที่เพิ่งผ่าตัดกล้ามเนื้อตา หรือได้รับบาดเจ็บ

คลีนิกตาแชร์ความรู้ ใครเหมาะใช้เลนส์ปริซึม

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เลนส์ปริซึมไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับทุกคน แต่เหมาะสำหรับผู้ที่มีความผิดปกติของการทำงานของกล้ามเนื้อตา ที่ส่งผลให้การรวมภาพของตาทั้งสองข้างไม่สมบูรณ์ ซึ่งการใช้เลนส์ชนิดนี้ จะช่วยปรับทิศทางของแสงเข้าสู่จอประสาทตาได้อย่างถูกต้อง ทำให้ผู้ป่วยสามารถมองเห็นภาพได้ชัดเจนและสบายตามากขึ้น โดยกลุ่มที่มักได้รับประโยชน์จากเลนส์ปริซึม ได้แก่

ผู้ที่มีภาวะตาเหล่หรือตาเข (Strabismus)

ภาวะนี้เกิดจากการที่ดวงตาทั้งสองข้าง ไม่สามารถมองไปในทิศทางเดียวกันได้ ทำให้ภาพที่เห็นจากแต่ละตาไม่ตรงกัน เกิดอาการภาพซ้อนหรือการมองเห็นผิดปกติ เลนส์ปริซึมจะช่วยเบนทิศทางแสง ทำให้ภาพจากตาทั้งสองข้างมารวมกันเป็นภาพเดียว พร้อมช่วยลดความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน

ผู้ที่มีภาวะตาเหล่หรือตาเข หมออุ๊ย คลินิกหมอตา จักษุแพทย์

ผู้ที่มีภาวะตาเหล่ซ่อนเร้น (Phoria)

เป็นความผิดปกติที่อาจเห็นไม่ได้ชัดด้วยตาเปล่า แต่เมื่อใช้สายตาไปนาน ๆ มักจะมีอาการต่าง ๆ เกิดขึ้น เช่น มองเห็นภาพซ้อน ปวดตา หรือตาล้า เนื่องจากกล้ามเนื้อตาไม่สามารถควบคุมให้ประสานกันได้ตลอดเวลา เลนส์ปริซึมจะช่วยลดการทำงานเกินกำลังของกล้ามเนื้อตา ทำให้การมองเห็นมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

ผู้ที่มองเห็นภาพซ้อน (Diplopia)

ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในระยะใกล้หรือระยะไกล ภาพซ้อนมักทำให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตประจำวันได้ลำบาก เช่น การขับรถ อ่านหนังสือ หรือทำงานคอมพิวเตอร์ เลนส์ปริซึมสามารถช่วยให้ภาพซ้อนที่เกิดขึ้นกลับมาเป็นภาพเดียวได้ และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุในชีวิตประวันได้เป็นอย่างดี

ผู้ที่มีกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

ผู้ป่วยบางราย มีกล้ามเนื้อตาที่ควบคุมการเคลื่อนไหวลูกตาไม่แข็งแรงพอ เช่น หลังได้รับอุบัติเหตุ โรคทางระบบประสาท หรือความผิดปกติแต่กำเนิด การใช้เลนส์ปริซึมช่วยชดเชยการทำงานของกล้ามเนื้อตา ทำให้ผู้ป่วยยังคงมองเห็นได้ชัดเจนใกล้เคียงปกติ

ผู้ที่มีอาการปวดตา ปวดศีรษะบ่อย ๆ จากกล้ามเนื้อตาไม่สมดุล

กล้ามเนื้อตาที่ทำงานไม่สอดคล้องกัน อาจทำให้ต้องใช้แรงในการเพ่งมากขึ้น ส่งผลให้มีอาการปวดตา ปวดศีรษะ หรือเวียนศีรษะได้ง่าย เลนส์ปริซึมจะช่วยลดภาระการทำงานของกล้ามเนื้อตา ทำให้การใช้สายตาในชีวิตประจำวันสบายขึ้น

ภาพจาก : https://www.pobpad.com/

อาการแบบไหนควรตรวจที่คลีนิกสายตา และอาจใช้เลนส์ปริซึม

  • มีภาวะตาเข ตาเหล่ ที่ดวงตาไม่อยู่แนวเดียว อาจเขเข้าด้านใน ด้านนอก บน หรือล่างก็ได้เช่นกัน
  • มองเห็นภาพซ้อนเป็นบางเวลา หรือเป็นตลอดเวลา
  • ปวดศีรษะหรือปวดรอบดวงตาเมื่อต้องใช้สายตา
  • มีอาการปวดตา เวียนศีรษะเวลาจ้องคอมพิวเตอร์หรืออ่านหนังสือ
  • รู้สึกไม่สบายตา มีอาการตาล้า เมื่อใช้สายตานาน ๆ
  • เคยมีประวัติผ่าตัดตา หรืออุบัติเหตุที่ส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อตา
  • มีภาวะทางระบบประสาท เช่น เนื้องอกในสมอง หลอดเลือดในสมอง ฯลฯ ที่ส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อตา

ข้อควรระวังในการใช้เลนส์ปริซึม

  • ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถใช้ได้: เพราะการสวมเลนส์ปริซึม จำเป็นต้องผ่านการตรวจวัดโดยนักทัศนมาตร หรือจักษุแพทย์เท่านั้น
  • ต้องใช้ค่าปริซึมที่ถูกต้อง: หากกำหนดค่าไม่เหมาะสม ไม่พอดีกับสุขภาพตา อาจทำให้เกิดการมองเห็นภาพซ้อนที่รุนแรงกว่าเดิม ดังนั้นแนะนำตรวจวัดค่าสายตาที่ร้านแว่นโดยจักษุแพทย์
  • อาจต้องใช้เวลาในการปรับตัว: ผู้ป่วยบางรายต้องใช้เวลาหลายวัน ถึงหลายสัปดาห์ เพื่อปรับสายตาให้เข้ากับเลนส์
  • ไม่ใช่การรักษาถาวร: เลนส์ปริซึมเป็นเพียงการช่วยแก้ไขการมองเห็น แต่ไม่ได้เป็นการรักษากล้ามเนื้อตาให้หายขาด หากจำเป็นอาจต้องมีการรักษาด้วยการทำกายภาพกล้ามเนื้อตา หรือการผ่าตัดเพิ่มเติม

สรุป

การมองเห็นที่ไม่สบายตา ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดศีรษะ ตาล้า หรือการเห็นภาพซ้อน อาจมีสาเหตุมาจากการที่ดวงตาทั้งสองข้างทำงานไม่สมดุลกัน เพราะฉะนั้นเลนส์ปริซึมจึงถูกออกแบบมา เพื่อช่วยในการจัดสมดุลการทำงานของดวงตา ให้แสงเข้าสู่จอประสาทตาได้ตรงตำแหน่ง ซึ่งเมื่อดวงตาสามารถรวมภาพได้อย่างเป็นธรรมชาติ อาการรบกวนต่าง ๆ ก็จะลดลง อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ที่มีภาวะตาเหล่ หรือตาเข สามารถมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นเช่นกัน

หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการมองเห็นภาพซ้อน ปวดตา หรือตาเหล่ จนทำให้รบกวนชีวิตประจำวัน สามารถเข้ามาตรวจสุขภาพ ที่ Dr.Ouise Eye Clinic คลินิกศูนย์เลนส์แว่นตาโปรเกรสซีฟและเลนส์ชะลอสายตาสั้นในเด็ก โดยเรามีจักษุแพทย์และนักทัศนมาตรผู้เชี่ยวชาญ พร้อมทีมงานที่พร้อมดูแลคุณอย่างครบวงจร ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การออกแบบเลนส์ ไปจนถึงการติดตามผล เพื่อให้คุณกลับมามองเห็นชัดเจน และรู้สึกสบายตาในระยะยาว

บทความโดย หมออุ๊ย แพทย์หญิง วชิรา สนธิไชย จักษุแพทย์เฉพาะทาง ด้านการแก้ไขปัญหาสายตาและเลนส์โปรเกรสซีฟ

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมายเพื่อตรวจสุขภาพตา ได้ที่

DR.OUISE EYE CLINIC และ DR.OUISE EYE SPECIALIST

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy