โรคตาอะไรบ้าง ที่ทำให้การมองเห็นแย่ลง คลินิกสายตามีคำตอบ

โรคตาอะไรบ้าง ที่ทำให้การมองเห็นแย่ลง คลินิกสายตามีคำตอบ
หมออุ๊ยเองนะคะ... วันนี้หมออยากชวนทุกคนมาคุยเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนมองข้าม นั่นคือ “การมองเห็นที่แย่ลง” เพราะมีคนไข้หลายคนที่มาหาหมอ มักเริ่มต้นด้วยคำว่า “ช่วงนี้มองไม่ค่อยชัดเลยค่ะหมอ น่าจะสายตาเพิ่ม” แต่จริง ๆ แล้ว อาจไม่ใช่ทุกเคสจะเป็นแค่เรื่องค่าสายตานะคะ บางครั้ง อาการที่ดูเหมือนเล็กน้อย อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคตา ที่ส่งผลต่อการมองเห็นในระยะยาว
บทความนี้ หมอจะค่อย ๆ พาไปทำความเข้าใจ ว่ามีโรคตาอะไรบ้างที่ทำให้มองเห็นแย่ลง พร้อมวิธีสังเกต และแนวทางดูแลดวงตาอย่างถูกต้องค่ะ
ค่าสายตากับการมองเห็นในชีวิตประจำวัน คำตอบจากคลินิกสายตาหมออุ๊ย
การมองเห็นในชีวิตประจำวันของเรา อาจถูกกระทบจากทั้ง “ค่าสายตา” และ “โรคทางตา” รวมถึงการทำงานของระบบประสาทการมองเห็น ซึ่งบางภาวะอาจทำให้เพียงแค่ตาล้า ภาพเบลอ มองเห็นไม่ชัด เช่น

1. สายตาสั้น (Myopia)
คนที่มีสายตาสั้นจะมองเห็นสิ่งใกล้ได้ชัด แต่สิ่งที่อยู่ไกลจะเบลอ เนื่องจากแสงที่เข้าตาไปโฟกัส “หน้าจอตา” แทนที่จะตกบนจอตาโดยตรง โดยสาเหตุหลักมาจากลูกตาที่ยาวเกินไป หรือกระจกตามีความโค้งมากกว่าปกติ
ผลกระทบในชีวิตจริง
- มองป้ายไกลไม่ชัด
- ต้องหรี่ตาเพื่อโฟกัส
- อาจปวดตาและปวดศีรษะได้
2. สายตายาว (Hyperopia)
สำหรับคนที่มีค่าสายตายาว จะทำให้มองเห็นสิ่งที่อยู่ไกลได้มากกว่าใกล้แบบชัดเจน เนื่องจากแสงไปตก “หลังจอตา” มักเกิดจากลูกตาสั้น หรือกระจกตามีความโค้งน้อยเกินไปค่ะ ซึ่งไม่ได้เกิดแค่ในกลุ่มคนวัย 40+ เท่านั้น แต่เด็กหรือวัยรุ่นก็มีโอกาสเช่นกัน เพียงแต่เป็นอาการแบบไม่รู้ตัว เพราะมีการเพ่งชดเชย การสังเกตง่าย ๆ คือจะมีอาการล้าตาและปวดหัวง่ายกว่าปกติ

3. สายตาเอียง (Astigmatism)
เกิดจากกระจกตาหรือเลนส์ตาที่โค้งไม่สม่ำเสมอ ทำให้แสงตกหลายจุด ภาพที่เห็นจึงมีความเบลอหรือซ้อนกัน ที่สำคัญยังกระทบต่อการมองเห็นทั้งในระยะใกล้และไกล
อาการที่พบบ่อย
- เห็นเส้นหรือแสงกระจาย
- ปวดตาเมื่อต้องใช้สายตานาน
หมอแนะนำว่าหากมีอาการข้างต้น ควรตรวจวัดสายตา เพื่อเช็กค่าสายตาที่แท้จริงค่ะ หากมีปัญหาจะได้เลือกสวมแว่นสายตา หรือหาวิธีแก้ไขให้เหมาะกับตัวเอง
คลินิกสายตาหมออุ๊ยชวนเช็ก โรคทางตาที่ต้องระวัง!
นอกจากปัญหาค่าสายตาแล้ว ยังมี “โรคทางตา” อีกหลายชนิดที่สามารถทำให้การมองเห็นแย่ลงได้ โดยบางโรคอาจเกิดขึ้นแบบเงียบ ๆ จนกระทั่งผู้ป่วยอาจสูญเสียการมองเห็นในระดับที่ไม่สามารถกลับคืนได้ ดังนั้น การเข้าใจโรคตาที่พบบ่อย พร้อมสังเกตอาการตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้สามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที และลดความเสี่ยงของการสูญเสียการมองเห็นในระยะยาวค่ะ

1. ต้อกระจก (Cataract) : ภาพมัว เหมือนมีหมอกบัง
ต้อกระจกเป็นภาวะที่ “เลนส์ตาเกิดความขุ่น” แตกต่างจากเดิมที่ควรใสมากกว่า ทำให้แสงผ่านเข้าไปยังจอประสาทตาได้ลดลง ส่งผลให้ภาพที่เห็นไม่คมชัด
อาการที่พบได้บ่อย
- มองเห็นภาพมัว คล้ายมีฝ้าหรือหมอกบัง
- ไวต่อแสง โดยเฉพาะแสงแดดหรือไฟรถตอนกลางคืน
- เห็นแสงกระจาย หรือแสงฟุ้ง
- สีของภาพดูซีดลง หรือเหลืองขึ้น
สาเหตุสำคัญ
- อายุที่เพิ่มขึ้น (พบมากในผู้สูงอายุ)
- การได้รับรังสี UV เป็นเวลานาน
- ผู้ป่วยที่มีภาวะของโรคเบาหวาน
- การใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน
แนวทางรักษา: ในระยะเริ่มต้นอาจใช้การปรับแว่นช่วยได้ แต่หากเป็นมาก การผ่าต้อกระจกเปลี่ยนเลนส์ตาเทียม เป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบันค่ะ

2. ต้อหิน (Glaucoma) : ภัยเงียบที่ทำลายลานสายตา
ต้อหินเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับ “เส้นประสาทตา” โดยตรง ซึ่งมักมีความสัมพันธ์กับความดันในลูกตาที่สูงกว่าปกติ ส่งผลให้เส้นประสาทตาค่อย ๆ ถูกทำลาย และการมองเห็นภาพบางส่วนหายไป
อาการที่พบบ่อย
- ระยะแรกมักไม่มีอาการ
- ลานสายตาด้านข้างเริ่มแคบลง และเริ่มสูญเสียการมองเห็นแบบค่อยเป็นค่อยไป
- มองเห็นภาพแคบลง เหมือนมองผ่านท่อ
- ในบางกรณีอาจมีอาการปวดตารุนแรง ตาแดง คลื่นไส้ (ต้อหินเฉียบพลัน)
สาเหตุสำคัญ
- ความดันลูกตาสูง
- การไหลเวียนของน้ำในลูกตาผิดปกติ
- เส้นประสาทตาเสื่อม
- พันธุกรรม และอายุที่เพิ่มขึ้น
แนวทางการรักษา: จักษุแพทย์จะใช้วิธีควบคุมความดันในลูกตา เพื่อชะลอการทำลายเส้นประสาทตา เช่น การใช้ยาหยอดตา จ่ายยายารับประทาน เลเซอร์ หรือผ่าตัดค่ะ
3. จอตาเสื่อม (Macular Degeneration) : สูญเสียการมองเห็นส่วนกลาง
เป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อจอตา (Retina) โดยจะเกิดที่บริเวณ “Macula” ซึ่งเป็นจุดที่ใช้ในการมองเห็นภาพชัดในระยะใกล้ เช่น การอ่านหนังสือ หรือมองใบหน้า หากเกิดโรคดังกล่าว จะทำให้การเห็นส่วนกลางของภาพลดลง หรือหายไป
อาการที่พบบ่อย
- มองเห็นภาพตรงกลางเบลอหรือหายไป
- เส้นตรงดูบิดเบี้ยว
- อ่านหนังสือลำบาก ต้องใช้แสงมากขึ้น
สาเหตุสำคัญ
- อายุที่เพิ่มขึ้น (โดยเฉพาะมากกว่า 50 ปี)
- พันธุกรรม (คนในครอบครัวมีประวัติป่วยมาก่อน)
- การสูบบุหรี่
- ภาวะเครียดออกซิเดชันในจอประสาทตา
แนวทางการรักษา: ขึ้นอยู่กับชนิดของโรค หากเป็นชนิดแห้งจะเน้นการชะลอการเสื่อม เช่น การรับประทานวิตามินเฉพาะทาง แต่หากเป็นชนิดเปียก อาจต้องรักษาด้วยการฉีดยาเข้าวุ้นตาเพื่อลดการรั่วของหลอดเลือด
4. เบาหวานขึ้นตา (Diabetic Retinopathy) : ภาวะแทรกซ้อนที่ไม่ควรมองข้าม
ผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง มักทำให้หลอดเลือดในตาเสื่อมสภาพ ส่งผลให้การมองเห็นเบลอหรือมองไม่ชัด
อาการที่พบบ่อย
- ระยะแรกมักไม่มีอาการ
- มองเห็นภาพเบลอ
- เห็นจุดดำลอยไปมา
- การมองเห็นลดลงในระยะหลัง
สาเหตุสำคัญ
- ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน
- หลอดเลือดจอประสาทตาเสื่อมและรั่ว
- ควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี
- ระยะเวลาการเป็นโรคที่ยาวนาน
แนวทางการรักษา: โดยหมอจะซักประวัติเพิ่มเติม และหาก VA ไม่ดีขึ้น จะใช้ Pinhole test เพื่อช่วยคัดกรองเบื้องต้นว่าเกิดจากค่าสายตาหรือโรคทางตาค่ะ นอกจากจะต้องเน้นการควบคุมระดับน้ำตาลเป็นหลัก ร่วมกับการตรวจจอประสาทตาอย่างสม่ำเสมอ ในบางรายอาจต้องใช้เลเซอร์ หรือฉีดยาเข้าวุ้นตาเพื่อควบคุมโรค
อาการที่ควรรีบพบจักษุแพทย์ ที่คลินิกสายตาหมออุ๊ย
หากไม่อยากเสี่ยงเป็นโรคทางตา หมอมีวิธีเช็กด้วยตัวเองมาบอกต่อค่ะ หากมีอาการเหล่านี้ “ไม่ควรรอ” เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง เช่น
- มองเห็นลดลงอย่างรวดเร็ว
- เห็นภาพบิดเบี้ยว หรือเส้นคด
- มีจุดดำลอย (floaters) เพิ่มขึ้นทันที
- เห็นแสงแฟลชวาบ
- มองเห็นมุมภาพหายไป
- ปวดตารุนแรง หรือมีอาการตาแดงร่วมกับตามัว
- มองเห็นภาพซ้อน มองไม่ชัดเจน
- แพ้แสงมากผิดปกติ
- มีประวัติเบาหวานหรือความดัน แล้วการมองเห็นเปลี่ยน
หลักคิดง่าย ๆ จากหมอ คือถ้าการมองเห็น มีความชัดที่เปลี่ยนไปจากเดิม โดยไม่มีเหตุผลชัดเจน แนะนำว่าควรตรวจที่ร้านแว่นตาโดยจักษุแพทย์ หรือโรงพยาบาลจะดีที่สุด
แนวทางป้องกันโรคตาเบื้องต้น จากคลินิกสายตาหมออุ๊ย
แม้บางโรคจะป้องกันไม่ได้ 100% แต่เราสามารถ “ลดความเสี่ยง” ได้ ด้วยการดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น
1. ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ หมอแนะนำว่าควรตรวจอย่างน้อยปีละครั้ง และในกลุ่มเสี่ยง เช่น เบาหวาน ควรตรวจจอประสาทตาเพิ่มเติมด้วยค่ะ
2. ควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมัน เพราะโรคเหล่านี้มีผลต่อหลอดเลือดในตาโดยตรง
3. ใช้สายตาอย่างถูกวิธี หากใครที่ต้องเพ่งหน้าจอนาน ๆ หมอแนะนำว่าควรพักสายตา 20-20-20 (มองไกล 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที ทุก ๆ 20 นาที) และปรับแสงหน้าจอให้เหมาะสม
4. เลือกแว่นให้เหมาะสม ทั้งในเรื่องของค่าสายตาถูกต้อง เลนส์เหมาะกับการใช้งาน หรือเลนส์ลดอาการตาล้าได้
5. ป้องกันแสง UV ด้วยการใส่แว่นกันแดดเป็นประจำเมื่อต้องเจอแดด เพราะสามารถช่วยลดความเสี่ยง ของภาวะต้อกระจกและจอประสาทตาเสื่อมได้
6. รับประทานอาหารบำรุงสายตา เช่น วิตามิน A, C, E ลูทีน (Lutein) โอเมก้า 3 เพื่อช่วยให้สายตาทำงานได้เต็มที่ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคตา
Q1: มองไม่ชัด ควรเริ่มจากตัดแว่นก่อน หรือพบจักษุแพทย์?
A: หมอแนะนำว่า ถ้าไม่เคยตรวจสายตามาก่อน สามารถเริ่มจากการวัดสายตาได้ค่ะ แต่ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น มองเบลอข้างเดียว เห็นภาพบิด หรือแย่ลงเร็ว ควรพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจเชิงลึกจะปลอดภัยกว่าค่ะ
Q2: ต้อหินรักษาหายไหม?
A: ต้อหินไม่สามารถรักษาให้กลับมาเหมือนเดิมได้ค่ะ แต่สามารถ “ควบคุม” ไม่ให้แย่ลงได้ ดังนั้นการตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงสำคัญมาก
Q3: เบาหวานขึ้นตา ต้องมีอาการก่อนหรือไม่?
A: ไม่จำเป็นเลยค่ะ หลายคนไม่มีอาการในช่วงแรก แต่โรคกำลังดำเนินอยู่ ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานควรตรวจจอประสาทตาเป็นประจำ แม้จะยังมองเห็นปกติ เพื่อเป็นการป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ
Q4: สายตาเอียงจำเป็นต้องใส่แว่นไหม?
A: ขึ้นอยู่กับระดับความเอียงค่ะ หากมีอาการ เช่น ปวดตา มองเบลอ หรือใช้สายตาหนัก หมอแนะนำให้ใส่แว่นเพื่อช่วยลดอาการล้าและเพิ่มความคมชัด
Q5: ตรวจตาบ่อยแค่ไหนดี?
A: ในกลุ่มคนทุกวัย โดยทั่วไปแล้วจะอยู่ที่ปีละครั้งค่ะ แต่ถ้ามีโรคประจำตัว หรือมีความเสี่ยง เช่น อายุเพิ่มขึ้น หรือมีอาการผิดปกติ ควรตรวจถี่ขึ้นตามคำแนะนำของแพทย์

บทสรุป
การมองเห็นที่แย่ลง ไม่ได้เกิดจากแค่ “ค่าสายตา” เท่านั้น แต่ยังมีโรคตาหลายชนิดที่อาจค่อย ๆ ส่งผลต่อดวงตาโดยที่เราไม่รู้ตัว การสังเกตอาการผิดปกติ และตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอ คือกุญแจสำคัญในการป้องกันการสูญเสียการมองเห็นในระยะยาว
โรคทางตาอย่าปล่อยไว้ หากไม่มั่นใจ…หมออยากชวนให้เข้ามาตรวจเช็กที่ Dr.Ouise Eye Clinic (หมออุ๊ย) คลินิกศูนย์เลนส์แว่นตาโปรเกรสซีฟและเลนส์ชะลอสายตาสั้นในเด็ก ที่นี่เรามีทั้งจักษุแพทย์ นักทัศนมาตร และผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมเครื่องมือตรวจสายตาที่ทันสมัย หากพบความผิดปกติทางด้านสายตา หมอและทีมงานยินดีดูแลอย่างเต็มที่ เพราะการมองเห็นที่ดีไม่ควรเสี่ยง ให้เราช่วยดูแลดวงตาของคุณให้ปลอดภัยที่สุดนะคะ
จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านการแก้ไขปัญหาสายตาและเลนส์โปรเกรสซีฟ

แพทย์หญิงวชิรา สนธิไชย (หมออุ๊ย)
- จักษุแพทย์เฉพาะทาง อนุสาขากระจกตาและแก้ไขค่าสายตา (Cornea and Refractive surgery)
- ชำนาญด้านการรักษาโรคตา เช่น โรคตาแห้ง โรคกระจกตาโก่งย้วย และการแก้ไขปัญหาค่าสายตาผิดปกติ
ด้วยการจ่ายเลนส์แว่นสายตา เลเซอร์แก้ไขค่าสายตา เช่น เลสิก ผ่าตัดใส่เลนส์เสริม
จากที่คุณหมอมีประสบการณ์กว่า 10 ปี กับผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านค่าสายตาผิดปกติรวมถึงโรคตา - ประกอบกับทางบ้านคุณหมอเองมีกิจการด้านแว่นตา จึงทำให้หมอเองนำความชำนาญทั้ง 2 ด้านมาผสานกัน
ก่อตั้งเป็น "ร้านแว่นตา Dr. Ouise Eye Specialist" เน้นการจ่ายเลนส์แว่นตาที่เหมาะสมกับปัญหาสุขภาพตาเฉพาะบุคคล เพื่อให้การมองเห็นที่ชัดเจนและสบายตา โดยมีเป้าหมายขอเป็นด่านแรกในการดูแลแบบองค์รวมสุขภาพตาเบื้องต้นให้กับชาวไทย เข้าถึงการตรวจตา โดยไม่ต้องไปถึงโรงพยาบาล
ประวัติการศึกษา
- แพทยศาสตร์บัณฑิต ศิริราชพยาบาล, มหาวิทยาลัยมหิดล
- วุฒิบัตรสาขาจักษุวิทยา, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- วุฒิบัตรอนุสาขากระจกตา และผ่าตัดแก้ไขค่าสายตา, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, มหาวิทยาลัยมหิดล
ปัจจุบัน
- อาจารย์จักษุแพทย์ หน่วยกระจกตาและผ่าตัดแก้ไขค่าสายตา โรงพยาบาลรามาธิบดี
- ผู้ก่อตั้ง Dr.Ouise Eye Clinic และ Dr.Ouise Eye Specialist
- ทีมบริหาร ร้านแว่นตา the NEXT
สาขาของเรา

DR.OUISE EYE CLINIC
ที่ตั้ง: ซอยพหลโยธิน 92 ตำบลประชาธิปัตย์
อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี 12130
เวลาเปิดปิด: 10.0018.00 น.
โทร: 090-224-5168

DR.OUISE EYE SPECIALIST
ที่ตั้ง: ห้าง Fashion Island ชั้น 2 ห้องเลขที่ 2040B
เลขที่ 587,589,589/7-9 ถนนรามอินทรา แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กทม 10230
เวลาเปิดปิด: 10.0022.00 น.
โทร: 095-386-6361
แพทย์หญิง วชิรา สนธิไชย (หมออุ๊ย)


