ตาล้า ปวดตา ภาพเบลอ จักษุแพทย์เตือน อาจเสี่ยงโรค CVS จริงไหม?

ตาล้า ปวดตา ภาพเบลอ จักษุแพทย์เตือน อาจเสี่ยงโรค CVS จริงไหม?
สวัสดีค่ะ หมออุ๊ยเองนะคะ...ปัจจุบันหลายคนต้องใช้สายตากับหน้าจอดิจิทัลเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต หมอเลยพบคนไข้ที่มีอาการ ปวดตา ตาล้า ปวดหัว แสบตา น้ำตาไหล เคืองตา ภาพเบลอ โฟกัสไม่ค่อยได้ หรือสู้แสงไม่ค่อยไหว เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ บทความนี้หมอจะพาทุกคนมาทำความรู้จัก “โรคตาคอมพิวเตอร์” เพื่อให้สามารถใช้สายตาในยุคดิจิทัลได้อย่างสบายตามากขึ้นค่ะ
จักษุแพทย์อธิบาย โรคตาคอมพิวเตอร์ คืออะไร?
Computer Vision Syndrome (CVS) หรือที่หลายคนเรียกว่า โรคตาคอมพิวเตอร์ เป็นกลุ่มอาการทางตาที่เกิดจากการใช้สายตากับหน้าจออุปกรณ์ดิจิทัลเป็นเวลานานติดต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต โดยทั่วไปมักพบในผู้ที่ใช้หน้าจอ ต่อเนื่องมากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน หรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่ได้พักสายตาอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ Work From Home (WFH) สิ่งสำคัญคือ CVS ไม่ได้เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของดวงตาเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นกลุ่มอาการ (Syndrome) ที่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น การเพ่งระยะใกล้ การกระพริบตาที่ลดลง และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่ตอบโจทย์

ในมุมของหมอ ภาวะนี้มีลักษณะคล้ายกับ Office Syndrome ของกล้ามเนื้อคอและไหล่ ซึ่งเกิดจากการใช้งานซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน เพียงแต่ในกรณีนี้จะเกิดขึ้นกับดวงตาและกล้ามเนื้อตาที่ต้องทำงานหนักตลอดเวลานั่นเองค่ะ โดยอาการของโรคนี้ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ๆ คือ
1. ภาวะตาแห้ง (Dry Eye)
ขณะจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์ อัตราการกระพริบตาของเราจะลดลงโดยอัตโนมัติ จากปกติที่กระพริบประมาณ 15–20 ครั้งต่อนาที อาจลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง และเมื่อกระพริบตาน้อยลง น้ำตาที่เคลือบผิวตาจะระเหยเร็วขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะตาแห้งและระคายเคืองตา อาการที่มักพบ ได้แก่
- แสบตา
- เคืองตา
- น้ำตาไหล
- ตาฝืด
- ตาแดง
- รู้สึกไม่สบายตาเมื่ออยู่หน้าจอนาน ๆ
ในบางราย เมื่อตรวจสุขภาพตาโดยจักษุแพทย์ อาจพบว่ามีจุดแห้งบนกระจกตา หรือพบว่าน้ำตาระเหยเร็วผิดปกติด้วยค่ะ
2. ภาวะกล้ามเนื้อตาทำงานหนัก (Eye Strain)
การทำงานหน้าจอเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้การเพ่งระยะใกล้ต่อเนื่อง ทำให้กล้ามเนื้อตาที่ควบคุมการโฟกัสต้องทำงานหนัก และเมื่อกล้ามเนื้อเหล่านี้ถูกใช้งานเป็นเวลานานโดยไม่ได้พัก อาจทำให้เกิดอาการ ปวดตา ตาล้า ปวดศีรษะ มองภาพไม่ชัด หรือโฟกัสภาพยาก ซึ่งภาวะนี้มักเกิดจากการสะสมของการใช้งานสายตาอย่างหนักในระยะยาว
จักษุแพทย์เตือน ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิด Computer Vision Syndrome
ภาวะ Computer Vision Syndrome หรือโรคตาคอมพิวเตอร์ ไม่ได้เกิดจากการใช้หน้าจอเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอาการได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น
1. การใช้กำลังเพ่งมากเกินไปโดยเฉพาะในผู้ที่มีค่าสายตา เช่น สายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง ฯลฯ แต่ไม่ได้แก้ไขค่าสายตาอย่างเหมาะสม จะต้องใช้กำลังเพ่งมากกว่าปกติ ทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนัก และเกิดอาการปวดตาหรือปวดศีรษะได้ง่าย
2. การใช้งานระยะใกล้เป็นเวลานาน
การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เป็นเวลาหลายชั่วโมงติดต่อกัน โดยไม่พักสายตา เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดอาการตาล้า
3. สิ่งแวดล้อมในการทำงานไม่เหมาะสม
สิ่งแวดล้อมในการทำงานมีผลต่อสุขภาพดวงตาอย่างมาก เช่น
- แสงสว่างมากเกินไป
- แสงสว่างน้อยเกินไป
- มีแสงสะท้อนจากหน้าจอ
- พัดลมเป่าตาโดยตรง

จักษุแพทย์แนะนำ วิธีดูแลและรักษา ลดอาการตาล้าจากการใช้คอมพิวเตอร์
หากไปที่ร้านตัดแว่นโดยจักษุแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญจะซักประวัติการใช้งานหน้าจอร่วมกับการตรวจวัดสายตา พร้อมกับแนะนำคนไข้ให้ดูแลตัวเอง ทั้งในเรื่องของการปรับพฤติกรรม การออกกำลังกายดวงตา การปรับสภาพแวดล้อม และการดูแลสุขภาพตาอย่างเหมาะสม ดังนี้
1. การออกกำลังกายดวงตา ช่วยลดอาการล้าของดวงตา
การบริหารกล้ามเนื้อตาเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความล้าของดวงตา และช่วยให้ระบบการโฟกัสทำงานได้ดีขึ้น
- Blinking Exercise (การฝึกกระพริบตา) การกระพริบตาบ่อย ๆ จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวตา ลดอาการตาแห้ง แสบตา และน้ำตาไหล
- Convergence Exercise (Pencil Push-up) เป็นการฝึกกล้ามเนื้อตาที่ช่วยให้การโฟกัสวัตถุระยะใกล้ทำงานได้ดีขึ้น แนะนำว่าควรฝึกวันละ 10–15 นาที อย่างน้อย สัปดาห์ละ 5 ครั้ง
2. ใช้กฎ 20-20-20 เพื่อลดการเพ่งของดวงตา
เป็นวิธีง่าย ๆ ที่จักษุแพทย์มักแนะนำเพื่อลดการทำงานหนักของกล้ามเนื้อตา โดยทุก ๆ 20 นาที ให้มองวัตถุที่อยู่ไกลประมาณ 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที วิธีนี้ช่วยให้กล้ามเนื้อตาที่ใช้เพ่งระยะใกล้ได้ดีขึ้น ผ่อนคลาย และลดอาการตาล้า

3. แก้ไขค่าสายตาให้ถูกต้อง
ผู้ที่มีปัญหาค่าสายตา ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง ควรได้รับการแก้ไขด้วย แว่นสายตาหรือคอนแทคเลนส์ที่เหมาะสม หากค่าสายตาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง ก็มักทำให้เกิดการหรี่ตาและเพ่งมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของอาการปวดตาและตาล้า
4. ปรับสภาพแวดล้อมในการทำงาน
การจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสม สามารถช่วยลดอาการล้าของดวงตาได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น
- ตั้งหน้าจอห่างจากตาประมาณ 20–28 นิ้ว
- ตั้งหน้าจอให้ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 10–15 องศา
- ปรับความสว่างหน้าจอให้เหมาะสมกับแสงในห้อง
- หลีกเลี่ยงพัดลมเป่าตาโดยตรง เพื่อลดอาการตาแห้ง

นอกจากนี้ยังสามารถลดอาการล้าของดวงตาได้โดย
- ปรับหน้าจอเป็น Sepia background
- ใช้หน้าจอที่มี Anti-glare
- ใช้หน้าจอที่มี Refresh rate อย่างน้อย 75 Hz
- ปรับขนาดตัวอักษรให้ใหญ่ขึ้น
5. เลือกเลนส์แว่นตาที่เหมาะกับการใช้คอมพิวเตอร์
สำหรับผู้ที่ต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน การเลือกเลนส์แว่นตาที่เหมาะสม สามารถช่วยลดอาการล้าของดวงตาได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ ตัวอย่างเช่น
- เลนส์กรองแสงสีฟ้า ช่วยลดแสงจากหน้าจอดิจิทัล และยังช่วยบรรเทาอาการเมื่อยล้าของดวงตาได้ในบางราย
- เลนส์ผ่อนคลายกล้ามเนื้อตา เลนส์ชนิดนี้จะมีค่าสายตายาวเล็กน้อยบริเวณส่วนล่างของเลนส์ ข้อดีคือช่วยลดกำลังเพ่งได้ เมื่อต้องมองหน้าจอหรืออ่านหนังสือเป็นเวลานาน
6. การใช้น้ำตาเทียมในผู้ที่มีภาวะตาแห้ง
ในผู้ที่มีภาวะตาแห้งร่วมด้วย การใช้น้ำตาเทียมสามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวตา และลดอาการระคายเคืองตาได้ แต่หากมีอาการตาแห้งมาก หรือมีอาการเรื้อรัง ควรเข้ารับการตรวจกับจักษุแพทย์ เพื่อประเมินสาเหตุและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมค่ะ

FAQ: จักษุแพทย์ตอบคำถามอาการตาล้าจากจอ
Q1: ใช้คอมพิวเตอร์วันละกี่ชั่วโมง ถึงเสี่ยงเกิด Computer Vision Syndrome?
A: โดยทั่วไปหากใช้หน้าจอดิจิทัล ต่อเนื่องมากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน ความเสี่ยงจะเริ่มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในคนที่ต้องใช้สายตาเพ่งหน้าจอใกล้ตลอดเวลา เช่น งานคอมพิวเตอร์ งานออกแบบ หรือการทำงาน WFH ซึ่งหากไม่มีการพักสายตาอย่างเหมาะสม อาการตาล้าและตาแห้งจะค่อย ๆ สะสมขึ้นได้ค่ะ
Q2: อาการปวดหัวหรือปวดตา เกิดจากการจ้องหน้าจอจริงหรือไม่?
A: เกิดขึ้นได้จริงค่ะ เพราะการจ้องหน้าจอนาน ๆ ทำให้กล้ามเนื้อตาต้องเพ่งโฟกัสตลอดเวลา เมื่อทำงานหนักเกินไป จะเกิดอาการปวดตา ตาล้า หรือปวดศีรษะร่วมด้วย โดยเฉพาะในคนที่มีค่าสายตาแต่ยังไม่ได้แก้ไขอย่างเหมาะสม จะเกิดปัญหาได้ง่ายกว่าคนที่มีค่าสายตาปกติ
Q3: เลนส์แว่นตากรองแสงสีฟ้า ช่วยลดอาการล้าตาได้หรือไม่?
A: เลนส์แว่นตากรองแสงสีฟ้า สามารถช่วยเพิ่มความสบายตาและลดแสงจ้าที่รบกวนสายตา ได้ในบางกรณี โดยเฉพาะผู้ที่ใช้หน้าจอดิจิทัลเป็นเวลานาน แต่ทั้งนี้การเลือกเลนส์ควรพิจารณาร่วมกับ ค่าสายตาและลักษณะการใช้งานจริงของแต่ละคน ด้วยค่ะ
Q4: กฎ 20-20-20 ช่วยป้องกันอาการตาล้าได้จริงหรือไม่?
A: กฎ 20-20-20 เป็นวิธีที่จักษุแพทย์แนะนำบ่อยค่ะ คือ ทุก 20 นาที ให้มองไกล 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที วิธีนี้ช่วยให้กล้ามเนื้อตาได้คลายตัว ลดการเพ่งต่อเนื่อง จึงช่วยลดอาการตาล้าและความเครียดของดวงตาได้ดี
Q5: เมื่อไรควรไปตรวจตากับจักษุแพทย์?
A: หากมีอาการเหล่านี้บ่อย ๆ หมอแนะนำว่าควรตรวจตาค่ะ
- ปวดตา ตาล้าเรื้อรัง
- ภาพเบลอ หรือโฟกัสยาก
- แสบตา น้ำตาไหล ตาแห้ง
- ปวดศีรษะจากการใช้สายตา

บทสรุป
Computer Vision Syndrome เป็นภาวะที่พบได้บ่อยมากในยุคที่เราต้องใช้หน้าจอดิจิทัลเกือบตลอดวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ การใช้สมาร์ตโฟน หรือแท็บเล็ต หากพบว่าตัวเองเริ่มมีอาการปวดตา ตาล้า ปวดศีรษะ แสบตา น้ำตาไหล ภาพเบลอ โฟกัสลำบาก และเป็นกลุ่มที่มีการใข้สายตาผ่านหน้าจอบ่อย ๆ แนะนำว่าควรผ่อนคลายกล้ามเนื้อตาด้วยวิธีที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดอาการล้าตาและป้องกันปัญหาดวงตาในระยะยาว
แต่หากคุณมีอาการปวดตา ตาล้า หรือใช้สายตาหน้าจอเป็นเวลานาน แต่ยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกเลนส์แว่นตาแบบไหน หรือมีค่าสายตาที่ต้องแก้ไขหรือไม่ หมอแนะนำให้มาตรวจสายตาและตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียดก่อนค่ะที่ Dr.Ouise Eye Clinic (หมออุ๊ย) คลินิกศูนย์เลนส์แว่นตาโปรเกรสซีฟและเลนส์ชะลอสายตาสั้นในเด็ก เรามีจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตา นักทัศนมาตรที่ตรวจวัดสายตาอย่างละเอียด และเครื่องมือวิเคราะห์สายตาที่ทันสมัย พร้อมคำแนะนำในการเลือกเลนส์แว่นตาที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละท่าน เพราะการเลือกเลนส์ที่เหมาะสม ไม่ได้ช่วยแค่ให้มองชัดขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ดวงตาสบายขึ้น ลดอาการล้าตา และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกวัน
จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านการแก้ไขปัญหาสายตาและเลนส์โปรเกรสซีฟ

แพทย์หญิงวชิรา สนธิไชย (หมออุ๊ย)
- จักษุแพทย์เฉพาะทาง อนุสาขากระจกตาและแก้ไขค่าสายตา (Cornea and Refractive surgery)
- ชำนาญด้านการรักษาโรคตา เช่น โรคตาแห้ง โรคกระจกตาโก่งย้วย และการแก้ไขปัญหาค่าสายตาผิดปกติ
ด้วยการจ่ายเลนส์แว่นสายตา เลเซอร์แก้ไขค่าสายตา เช่น เลสิก ผ่าตัดใส่เลนส์เสริม
จากที่คุณหมอมีประสบการณ์กว่า 10 ปี กับผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านค่าสายตาผิดปกติรวมถึงโรคตา - ประกอบกับทางบ้านคุณหมอเองมีกิจการด้านแว่นตา จึงทำให้หมอเองนำความชำนาญทั้ง 2 ด้านมาผสานกัน
ก่อตั้งเป็น "ร้านแว่นตา Dr. Ouise Eye Specialist" เน้นการจ่ายเลนส์แว่นตาที่เหมาะสมกับปัญหาสุขภาพตาเฉพาะบุคคล เพื่อให้การมองเห็นที่ชัดเจนและสบายตา โดยมีเป้าหมายขอเป็นด่านแรกในการดูแลแบบองค์รวมสุขภาพตาเบื้องต้นให้กับชาวไทย เข้าถึงการตรวจตา โดยไม่ต้องไปถึงโรงพยาบาล
ประวัติการศึกษา
- แพทยศาสตร์บัณฑิต ศิริราชพยาบาล, มหาวิทยาลัยมหิดล
- วุฒิบัตรสาขาจักษุวิทยา, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- วุฒิบัตรอนุสาขากระจกตา และผ่าตัดแก้ไขค่าสายตา, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, มหาวิทยาลัยมหิดล
ปัจจุบัน
- อาจารย์จักษุแพทย์ หน่วยกระจกตาและผ่าตัดแก้ไขค่าสายตา โรงพยาบาลรามาธิบดี
- ผู้ก่อตั้ง Dr.Ouise Eye Clinic และ Dr.Ouise Eye Specialist
- ทีมบริหาร ร้านแว่นตา the NEXT
สาขาของเรา

DR.OUISE EYE CLINIC
ที่ตั้ง: ซอยพหลโยธิน 92 ตำบลประชาธิปัตย์
อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี 12130
เวลาเปิดปิด: 10.0018.00 น.
โทร: 090-224-5168

DR.OUISE EYE SPECIALIST
ที่ตั้ง: ห้าง Fashion Island ชั้น 2 ห้องเลขที่ 2040B
เลขที่ 587,589,589/7-9 ถนนรามอินทรา แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กทม 10230
เวลาเปิดปิด: 10.0022.00 น.
โทร: 095-386-6361
แพทย์หญิง วชิรา สนธิไชย (หมออุ๊ย)


