แชร์

มนุษย์ออฟฟิศต้องอ่าน! แสงสีฟ้า อันตรายแค่ไหน? แนะวิธีคุมความเสี่ยงโรคจอประสาทตา

section3_pic1_2x.webp แพทย์หญิง วชิรา สนธิไชย (หมออุ๊ย)
อัพเดทล่าสุด: 11 มิ.ย. 2026
24 ผู้เข้าชม

มนุษย์ออฟฟิศต้องอ่าน! แสงสีฟ้า อันตรายแค่ไหน? แนะวิธีคุมความเสี่ยงโรคจอประสาทตา

 

หมออุ๊ยเองนะคะ เวลาตรวจคนไข้ช่วงหลัง ๆ จะได้ยินคำถามเกี่ยวกับแสงสีฟ้าบ่อยมาก โดยเฉพาะในกลุ่มมนุษย์ออฟฟิศที่ต้องอยู่หน้าจอแทบทั้งวัน บางคนกังวลมากจนคิดว่าใช้มือถือไปนาน ๆ จะทำให้จอประสาทตาเสื่อมเร็วขึ้น แต่จริง ๆ แล้วแสงสีฟ้ามีผลต่อดวงตา “บางอย่างจริง” แต่ก็มีหลายเรื่องที่ยังเข้าใจผิดอยู่เช่นกัน บทความนี้หมอเลยอยากอธิบายแบบเข้าใจง่าย และครบถ้วน ว่าควรกังวลแค่ไหน และควรดูแลตัวเองอย่างไรให้เหมาะสมที่สุดค่ะ

 


แสงสีฟ้า คืออะไร?

 

แสงสีฟ้า (Blue light) คือแสงที่มีพลังงานค่อนข้างสูง อยู่ในช่วงความยาวคลื่นประมาณ 400–500 นาโนเมตร ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “แสงที่ตามองเห็นได้” (visible light) แต่รู้หรือไม่คะ ว่าจริง ๆ แล้ว แสงชนิดนี้ไม่ได้มาจากหน้าจอเพียงอย่างเดียว แต่มีอยู่ในชีวิตประจำวันของเราตลอดเวลา เช่น

  • แสงจากดวงอาทิตย์ (เป็นแหล่งที่มีแสงสีฟ้ามากที่สุด)
  • หลอดไฟ LED
  • หน้าจอสมาร์ทโฟน
  • คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และทีวี

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ แสงสีฟ้าไม่ได้เป็น “ผู้ร้าย” เสมอไปค่ะ เพราะในช่วงเวลากลางวัน แสงสีฟ้ามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เราตื่นตัว เพิ่มสมาธิ และช่วยปรับนาฬิกาชีวิต (circadian rhythm) ให้เป็นปกติ แต่ปัญหาจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อเราได้รับแสงสีฟ้า “ในเวลาที่ไม่เหมาะสม” เช่น ตอนกลางคืน หรือได้รับในปริมาณมากจากการจ้องหน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ดังนั้น สำหรับมนุษย์ออฟฟิศแล้ว การใช้งานคอมพิวเตอร์ติดต่อกันทุกวัน วันละ 6–10 ชั่วโมง ทำให้ดวงตาต้องทำงานหนักร่วมกับแสงสีฟ้า และพฤติกรรมการเพ่งใกล้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มักกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอาการตาล้าในระยะยาวค่ะ  

 

แสงสีฟ้าอันตรายแค่ไหน?

หลายคนมีความกังวล ของผลกระทบจากแสงสีฟ้า เลยมีคำถามคล้าย ๆ กันมาถามหมอเยอะมาก ซึ่งคำตอบที่หมออยากให้เข้าใจตรงกันคือ แสงสีฟ้ามี “ผลกระทบจริง” แต่ไม่ได้อันตรายร้ายแรง หากใช้งานอย่างเหมาะสมค่ะ แต่ผลกระทบหลักของแสงสีฟ้า มักมีดังนี้

1. รบกวนการนอน

แสงสีฟ้ามีผลต่อฮอร์โมน “เมลาโทนิน” ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกายรู้สึกง่วง แต่เมื่อเราเล่นมือถือหรือใช้คอมพิวเตอร์ก่อนนอน มักทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติ

  • สมองจะเข้าใจว่ายังเป็นเวลากลางวัน
  • การหลั่งเมลาโทนินลดลง
  • ทำให้หลับยากขึ้น และคุณภาพการนอนแย่ลง

หากมีการทำพฤติกรรมเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ในระยะยาว อาจส่งผลต่อทั้งสมาธิ อารมณ์ และสุขภาพโดยรวมได้ค่ะ

 

 

2. ล้าสายตา (Digital Eye Strain)

การจ้องหน้าจอนาน ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องแสงสีฟ้า แต่รวมถึงพฤติกรรมการใช้สายตาด้วย เช่น

  • กระพริบตาน้อยลง → ทำให้ตาแห้ง
  • เพ่งใกล้นาน → กล้ามเนื้อตาทำงานหนัก
  • แสงสะท้อนหน้าจอ → ทำให้เมื่อยล้าเร็วขึ้น

อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ตาแห้ง แสบตา ปวดรอบดวงตา และมองไม่ชัดชั่วคราว ซึ่งทั้งหมดนี้เรียกรวมว่า “Computer Vision Syndrome” หรือ “Digital Eye Strain” ค่ะ

 
3. ผลต่อจอประสาทตา (ยังไม่เป็นที่แน่ชัด)

มีงานวิจัยในระดับห้องทดลองบางส่วนที่พบว่า แสงสีฟ้าพลังงานสูง “อาจ” มีผลต่อเซลล์จอประสาทตา แต่ในมนุษย์จริง ๆ หลักฐานยังไม่ชัดเจน ทำให้ยังไม่มีข้อสรุปว่าแสงจากมือถือหรือคอมพิวเตอร์ จะทำให้จอประสาทตาเสื่อมโดยตรง ดังนั้น การใช้มือถือทั่วไป ยังไม่ถือว่าเป็นอันตรายถึงขั้นทำลายตาถาวรค่ะ แต่หมอก็ยังแนะนำให้ใช้งานอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว

แต่แน่นอนว่าการควบคุมความเสี่ยงโรคจอประสาท เช่น จอประสาทตาเสื่อม หรือโรคอื่น ๆ ที่กระทบเรตินา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการควบคุมแสงสีฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่สามารถทำได้ ดังนี้

 

3.1 คุมโรคประจำตัวให้ดี (สำคัญที่สุด) โรคที่มีผลต่อจอประสาทตาโดยตรง ได้แก่

  • เบาหวาน มีความเสี่ยงเบาหวานขึ้นจอประสาทตา
  • ความดันโลหิตสูง
  • ไขมันในเลือดสูง

3.2 เลิก/หลีกเลี่ยงบุหรี่ เพราะบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อม (AMD) อย่างชัดเจน

3.3 กินอาหารบำรุงจอประสาทตา สารอาหารสำคัญ เช่น

  • ลูทีน + ซีแซนทีน → ปกป้อง macula เพื่อให้การมองเห็นยังคงชัดเจน
  • โอเมก้า-3 → ลดภาวะตาแห้ง
  • วิตามิน C, E และ Zinc → ต้านอนุมูลอิสระ


3.4 ป้องกันแสง UV (สำคัญกว่า Blue light) เพราะแสง UV จากแดดมีหลักฐานชัดเจนว่าทำร้ายดวงตาได้มากกว่าแสงสีฟ้า ดังนั้นควรใส่แว่นตากันแดดที่มี UV Protection ทุกครั้งที่ออกกลางแจ้ง

 

 

5. หมั่นตรวจสุขภาพตาเป็นระยะ โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว หรืออายุมากกว่า 40 ปี ควรมาตามนัดของจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอ สำหรับคนทั่วไป แนะนำตรวจปีละครั้งค่ะ

6. คุมน้ำหนัก + ออกกำลังกาย ช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังที่ส่งผลต่อจอประสาทตาในระยะยาว

 

   

วิธีป้องกันแสงสีฟ้าจากหน้าจอ

 

การป้องกันไม่ได้หมายถึงต้องเลิกใช้หน้าจอ แต่คือการ “ใช้ให้ถูกวิธี” และปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมกับการใช้สายตาในชีวิตประจำวันมากกว่าค่ะ

1. ใช้กฎ 20-20-20

โดยทุก ๆ 20 นาที มองไกลออกไปประมาณ 20 ฟุต (ประมาณ 6 เมตร) นาน 20 วินาที วิธีนี้ช่วยให้กล้ามเนื้อตาที่ใช้เพ่งใกล้ได้ “คลายตัว” ลดความตึงเครียดสะสมจากการจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน เหมาะมากกับคนที่ทำงานหน้าคอมต่อเนื่องหลายชั่วโมงค่ะ

2. ปรับแสงหน้าจอให้เหมาะสม

ความสว่างของหน้าจอควร “สมดุลกับแสงรอบข้าง” เพราะถ้าจอสว่างเกินไป → ตาจะล้าเร็ว และถ้ามืดเกินไป → ต้องเพ่งมากขึ้น  แนะนำให้ปรับ Brightness และ Contrast ให้สบายตา และหลีกเลี่ยงการใช้หน้าจอในห้องมืดสนิท เพราะจะยิ่งเพิ่มภาระให้ดวงตาค่ะ

3. ใช้ Night Mode / Blue Light Filter

โหมดนี้จะช่วยลดโทนแสงสีฟ้า เปลี่ยนเป็นโทนอุ่นมากขึ้น หากจำเป็นต้องใช้งานมือถือในช่วงเย็นหรือก่อนนอน โหมดดังกล่าวจะช่วยได้มาก ทั้งทำให้รู้สึกสบายตา และลดผลกระทบต่อการนอนหลับ แนะนำให้ตั้งเป็นอัตโนมัติช่วงกลางคืน จะช่วยให้ใช้งานได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องปรับเองทุกครั้งค่ะ

4. กระพริบตาให้บ่อยขึ้น

เวลาจ้องหน้าจอ เรามัก “กระพริบตาน้อยลง” แบบไม่รู้ตัว ทำให้น้ำตาระเหยเร็ว ผลที่ตามมาคือมีอาการตาแห้ง แสบตา และระคายเคืองตา การตั้งใจกระพริบตาให้ครบ หรือใช้น้ำตาเทียมในคนที่มีอาการมาก จะช่วยให้ผิวตาชุ่มชื้น และลดอาการไม่สบายตาได้ค่ะ

 

 

 

 

5. ใช้แว่นกรองแสงสีฟ้า

เหมาะกับคนที่ใช้หน้าจอวันละหลายชั่วโมง เช่น พนักงานออฟฟิศ หรือคนที่ต้องทำงานหน้าคอมเป็นหลัก เลนส์กรองแสงสีฟ้าจะช่วย

  • ลดแสงจ้าที่กระทบตา
  • ลดอาการล้าสายตา
  • เพิ่มความสบายในการมอง

  

 

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแสงสีฟ้า

Q1: แสงสีฟ้าทำให้ตาบอดได้ไหม?


A: โดยทั่วไป แสงสีฟ้าจากหน้าจอในชีวิตประจำวัน “ไม่ทำให้ตาบอด” ค่ะ แต่ถ้าใช้งานหนักโดยไม่พัก อาจทำให้ล้าสายต าและมีอาการไม่สบายตาได้

Q2: จำเป็นต้องใส่แว่นกรองแสงสีฟ้าทุกคนไหม?


A: ไม่จำเป็นสำหรับทุกคนค่ะ แต่ถ้าเป็นคนที่ใช้หน้าจอนาน ๆ เช่น ทำงานหน้าคอมทั้งวัน จะช่วยลดอาการล้าและเพิ่มความสบายตาได้

Q3: เล่นมือถือก่อนนอนแย่จริงไหม?


A: แย่ในแง่ของการนอนค่ะ เพราะแสงสีฟ้าจะรบกวนเมลาโทนิน ทำให้หลับยากขึ้น นอนไม่เต็มอิ่ม และทำให้รู้สึกง่วงกว่าปกติในช่วงเวลากลางวัน

Q4: เด็กควรกังวลเรื่องแสงสีฟ้าไหม?


A: ควรกังวลในเรื่องพฤติกรรมการใช้หน้าจอมากกว่า เช่น ใช้นานเกินไป ไม่พักสายตา ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการสายตาได้ ดังนั้นแนะนำผู้ปกครองจำกัดเวลาในการใช้หน้าจอจะดีที่สุด

Q5:  แว่นกรองแสงสีฟ้าป้องกันโรคจอประสาทตาได้ไหม?


A: ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าป้องกันโรคจอประสาทตาได้โดยตรง แต่ช่วยเรื่องความสบายตาได้ดีค่ะ


 


  
 


 

บทสรุป 

แสงสีฟ้า ไม่ได้ได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนคิด แต่ก็ไม่ควรละเลยค่ะ สิ่งสำคัญคือการใช้งานหน้าจออย่างเหมาะสม พักสายตาเป็นระยะ และดูแลสุขภาพโดยรวม โดยเฉพาะโรคประจำตัวที่มีผลต่อจอประสาทตา เพื่อให้ดวงตาของคุณทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และปลอดภัยในระยะยาว

ถ้าใครรู้สึกว่าตัวเองใช้หน้าจอหนัก มีอาการตาล้า หรือไม่แน่ใจว่าควรเลือกเลนส์แบบไหน ที่ Dr.Ouise Eye Clinic (หมออุ๊ย) คลินิกศูนย์เลนส์แว่นตาโปรเกรสซีฟและเลนส์ชะลอสายตาสั้นในเด็ก มีทั้งจักษุแพทย์ นักทัศนมาตร และผู้เชี่ยวชาญด้านเลนส์แว่นตาคอยให้คำแนะนำแบบละเอียดค่ะ รวมถึงแว่นกรองแสงสีฟ้าที่ออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานจริง ถ้าอยากดูแลดวงตาให้ถูกวิธีตั้งแต่วันนี้ แวะเข้ามาปรึกษาหมอได้เลยนะคะ

   

  

 

Dr.Ouise พร้อมช่วยดูแลใส่ใจในสุขภาพดวงตาของทุกคน เพื่อประสิทธิภาพการมองเห็น ที่คมชัดยิ่งขึ้นกว่าเดิม

   



 

 

บทความโดย

 แพทย์หญิง วชิรา สนธิไชย (หมออุ๊ย)

จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านการแก้ไขปัญหาสายตาและเลนส์โปรเกรสซีฟ

 



แพทย์หญิงวชิรา สนธิไชย (หมออุ๊ย)

  • จักษุแพทย์เฉพาะทาง อนุสาขากระจกตาและแก้ไขค่าสายตา (Cornea and Refractive surgery)
  • ชำนาญด้านการรักษาโรคตา เช่น โรคตาแห้ง โรคกระจกตาโก่งย้วย และการแก้ไขปัญหาค่าสายตาผิดปกติ
    ด้วยการจ่ายเลนส์แว่นสายตา เลเซอร์แก้ไขค่าสายตา เช่น เลสิก ผ่าตัดใส่เลนส์เสริม
    จากที่คุณหมอมีประสบการณ์กว่า 10 ปี กับผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านค่าสายตาผิดปกติรวมถึงโรคตา
  • ประกอบกับทางบ้านคุณหมอเองมีกิจการด้านแว่นตา จึงทำให้หมอเองนำความชำนาญทั้ง 2 ด้านมาผสานกัน
    ก่อตั้งเป็น "ร้านแว่นตา Dr. Ouise Eye Specialist"น้นการจ่ายเลนส์แว่นตาที่เหมาะสมกับปัญหาสุขภาพตาเฉพาะบุคคล เพื่อให้การมองเห็นที่ชัดเจนและสบายตา โดยมีเป้าหมายขอเป็นด่านแรกในการดูแลแบบองค์รวมสุขภาพตาเบื้องต้นให้กับชาวไทย เข้าถึงการตรวจตา โดยไม่ต้องไปถึงโรงพยาบาล

    ประวัติการศึกษา

  • แพทยศาสตร์บัณฑิต ศิริราชพยาบาล, มหาวิทยาลัยมหิดล
  • วุฒิบัตรสาขาจักษุวิทยา, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • วุฒิบัตรอนุสาขากระจกตา และผ่าตัดแก้ไขค่าสายตา, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, มหาวิทยาลัยมหิดล

    ปัจจุบัน

  • อาจารย์จักษุแพทย์ หน่วยกระจกตาและผ่าตัดแก้ไขค่าสายตา โรงพยาบาลรามาธิบดี
  • ผู้ก่อตั้ง Dr.Ouise Eye Clinic และ Dr.Ouise Eye Specialist
  • ทีมบริหาร ร้านแว่นตา the NEXT

 

สาขาของเรา

 

Dr.Ouise Eye Clinic

DR.OUISE EYE CLINIC

ที่ตั้ง: ซอยพหลโยธิน 92 ตำบลประชาธิปัตย์
อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี 12130

เวลาเปิดปิด: 10.0018.00 น.

โทร: 090-224-5168

Dr.Ouise Eye Specialist Fashion Island

DR.OUISE EYE SPECIALIST

ที่ตั้ง: ห้าง Fashion Island ชั้น 2 ห้องเลขที่ 2040B
เลขที่ 587,589,589/7-9 ถนนรามอินทรา แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กทม 10230

เวลาเปิดปิด: 10.0022.00 น.

โทร: 095-386-6361


บทความที่เกี่ยวข้อง
การรับประกันเลนส์โปรเกรสซีฟและบริการหลังการขายที่ Dr.Ouise Eye Clinic
มั่นใจทุกคู่! รับประกันเลนส์โปรเกรสซีฟที่ Dr.Ouise Eye Clinic (หมออุ๊ย) ดูแลโดยจักษุแพทย์ ใส่ไม่ได้ปรับแก้ฟรี
section3_pic1_2x.webp แพทย์หญิง วชิรา สนธิไชย (หมออุ๊ย)
12 มี.ค. 2026
คลินิกตาแนะนำ เคล็ดลับเลือกทรงแว่นผู้ชาย มีสไตล์ ใส่แล้วไม่แก่
เลือกแว่นตาผู้ชายให้ดูดีและเหมาะกับใบหน้า ควรเริ่มต้นจากการตรวจสายตากับ
section3_pic1_2x.webp แพทย์หญิง วชิรา สนธิไชย (หมออุ๊ย)
30 ต.ค. 2025
ตรวจสายตาที่ไหนดี? ทำไมต้องตรวจสายตาเป็นประจำ ประโยชน์ที่ใครหลายคนอาจยังไม่เคยรู้
การตรวจสายตาเป็นประจำ ไม่ใช่แค่เรื่องของการมองเห็นชัด แต่เกี่ยวข้องกับการคัดกรองโรคและสุขภาพตาโดยรวม
section3_pic1_2x.webp แพทย์หญิง วชิรา สนธิไชย (หมออุ๊ย)
5 มิ.ย. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy